หน้าแรก » ข่าวสาร » ระบบ Paperless ของกรมศุลกากร จากการใช้เอกสาร สู่ ระบบการให้บริการแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ไร้เอกสาร

ในยุคข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีมีความสำคัญในทุกขั้นตอนของการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจ ทำให้หลายหน่วยงานเล็งเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือธุรกิจขนาดใหญ่ก็ล้วนให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ รวมไปถึงหน่วยงานของภาครัฐก็เช่นกัน

รัฐบาลมีนโยบายในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มาส่งเสริมพัฒนาในภาครัฐ (e-Government) ภาคการผลิต (e-Industry) ภาคการพาณิชย์ (e-Commerce) ภาคการศึกษา (e-Education) และภาคสังคม (e-Society) ดังนั้นในอนาคตแนวโน้มการกระทำธุรกรรมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการดำเนินธุรกิจ จะต้องอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมากขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจของเอกชนควรนำการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ มาใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสาร

ประเทศไทยเริ่มพัฒนาบริการศุลการกรให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ปี 2541 โดยเริ่มเปลี่ยนจากระบบเอกสารกระดาษเป็นรูปแบบการให้บริการทางแลกเปลี่นเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Data Interchange (EDI) ซึ่งสามารถให้บริการระบบ EDI ได้ทั่วประเทศในปี 2543 และต่อมากรมศุลการกรก็ได้พัฒนากระบวนการให้บริการแบบ EDI อย่างต่อเนื่อง จนได้ยกระดับระบบการให้บริการเป็นอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless Customs) ซึ่งได้ให้บริการตั้งแต่เดือน สิงหาคม 2551 จนถึงปัจจุบัน

ประโยชน์จากการใช้ระบบ Paperless
• ลดเอกสารที่ใช้ในการเดินพิธีการศุลกากร เช่นใบแนบต่างๆ
• เตรียมพร้อมในการก้าวเข้าสู่ระบบอื่นๆ ได้ง่าย เพราะระบบใบขน Paperless เป็นจุดเริ่มต้นของโปรแกรมอื่นๆ ที่จะต้องใช้ร่วมกัน
• ลดเวลาและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบ เพราะสามารถลงลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปยังกรมศุลกากรได้ หรือกรณีที่ตัวแทนไม่ต้องการจะลงลายเซ็น ก็สามารถส่งข้อมูลใบขนไปให้ผู้ส่งออกเป็นผู้ลงลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้
• ข้อมูลมีความปลอดภัยมากกว่าระบบเดิม เนื่องจากก่อนส่งข้อมูลทุกครั้งจะต้องมีการลงลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ก่อน และข้อมูลจะถูกเข้ารหัส จะมีเพียงกรมศุลกากรที่เดียวเท่านั้นที่สามารถเปิดข้อมูลนั้นอ่านได้ 1