หน้าแรก » ข่าวสาร » ผลวิจัยล่าสุดชี้ iOS ครองแชมป์แอปเด้งมากกว่า Android เกือบ 3 เท่าตัว! พบ iOS 10 เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาเครื่องค้างบ่อยสุด

img_1479464078_726839962bf1

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันระบบปฏิบัติการที่ครองใจผู้ใช้งานจากทั่วโลกนั้นคงหนีไม่พ้น Android และ iOS เป็นอย่างแน่นอน ซึ่งทั้งสองระบบปฏิบัติการที่ว่านี้ต่างก็มีฟีเจอร์เด่นที่แตกต่างกันออกไป รวมทั้งยังมีการอัปเดตอยู่เป็นประจำเพื่อให้สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ชนิดอื่นทำงานได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีการเปิดเผยออกมาว่าระบบ iOS จริงๆ แล้วกลับเกิดปัญหาด้านประสิทธิภาพการทำงานมากกว่า Android เสียอีก และล่าสุดมีผลวิจัยฉบับใหม่เปิดเผยออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ซึ่งพบว่า iOS ยังคงมีอาการแอปเด้งรวมไปถึงปัญหาด้านประสิทธิภาพที่มากกว่าเช่นเดิม

img_1479463550_75189218cda8

Blancco Technology Group ได้ทำการเปิดเผยรายงานฉบับใหม่ที่ได้รวบรวมข้อมูลการใช้มือถือและอุปกรณ์ชนิดอื่นทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ของผู้ใช้ทั่วโลกในช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ซึ่งจุดที่น่าสนใจอยู่ที่อุปกรณ์ที่ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ iOS เกิดปัญหาแอปเด้ง (App Crash) เป็นสัดส่วนถึง 65% ซึ่งเท่ากับว่า iOS เกิดอาการแอปเด้งได้บ่อยกว่าอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เกือบ 3 เท่าตัวเลยทีเดียว (25%) นอกจากนี้ตัวเลขดังกล่าวยังสูงขึ้นกว่ารายงานฉบับที่แล้วที่มีสัดส่วนอยู่ 50% เท่านั้น

img_1479463343_811679630e62

สำหรับแอปพลิเคชันที่เกิดปัญหาแอปเด้งบ่อยที่สุดของระบบ iOS นั้นยังคงเป็นแอปพลิเตชันสำหรับโลก Social Media อยู่เช่นเดิม ได้แก่ Instagram (14%) , Snapchat (12%) , Facebook (9%) และ Messenger (5%) ซึ่งมีจุดที่น่าสนใจอยู่ที่ Pokemon Go ก็เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่เด้งออกบ่อยด้วยเช่นเดียวกัน และยังเปิดเผยด้วยว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ผู้คนใช้เวลาเล่นนานที่สุดเมื่อเทียบกับแอปต่างๆ อย่าง Facebook, Twitter หรือ Instagramee ด้วยเวลาเฉลี่ย 33 นาที และเนื่องด้วย Pokemon Go เกิดกระแสไวรัลและเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้คน ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวแอปเกิดอาการเด้งบ่อย และเซิฟเวอร์ก็ล่มบ่อยด้วยเช่นเดียวกัน

img_1479463743_0292030ae566

ในขณะที่ฝั่ง Android แอปพลิเคชันที่เกิดปัญหาแอปเด้งบ่อย 3 อันดับแรกค่อนข้างจะแตกต่างกับระบบ iOS อย่างเห็นได้ชัด เพราะเป็นแอปพลิเคชันที่ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับตัวระบบ นอกจากนี้ทางผู้วิจัยยังเปิดเผยออกมาด้วยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 5.0 และ 5.1 เริ่มพบข้อความ error ที่แจ้งเตือนว่า “Google Play Services has stopped” กันบ้างแล้ว สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวเนื่องมาจากปัญหาด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่หยุดทำงานไป นอกจากนี้การที่ผู้ใช้ดาวน์โหลด Google Play Service เวอร์ชันเก่ามาติดตั้งก็ทำให้เกิดปัญหานี้เช่นเดียวกัน

img_1479463434_380001618e29

นอกจากนี้ยังมีการค้นพบด้วยว่า ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา iOS เกิดปัญหาด้านประสิทธิภาพการใช้งาน (Failure Rate) เพิ่มสูงขึ้นเป็น 62% โดยรุ่นที่พบปัญหาบ่อยสุดนั้นยังคงเป็นรุ่นเดิมที่ครองแชมป์เมื่อครั้งที่แล้วอย่าง iPhone 6 อย่างไรก็ดี Blancco Technology Group ระบุว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่อุปกรณ์ iOS มีค่าปัญหาประสิทธิภาพการทำงานที่มากกว่าระบบ Android โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลนั้นยังคงเป็น iOS 10 ซึ่งสื่อต่างประเทศรวมทั้งบล็อกเกอร์หลายสำนักระบุว่า ทำให้ไอโฟนช้าลงโดยเฉพาะบน iPhone 6 และ iPhone 5s นอกจากนี้ The Guardian สื่อรายใหญ่จากต่างประเทศก็ได้ทำการเปิดเผยออกมาเช่นกันว่า การอัปเดต iOS 10 ทำให้อุปกรณ์ของผู้ใช้บางส่วนเกิดอาการ Brick หรือค้างและเปิดไม่ติดอีกด้วย ทำให้ต้อง restore ผ่านทาง iTune เพื่อแก้ไขอาการดังกล่าว

img_1479463144_0883386fe5df-1

ส่วนระบบปฏิบัติการ Android แบรนด์ที่พบปัญหามากที่สุดได้แก่ Samsung ด้วยสัดส่วน 11% แต่จุดที่น่าสนใจอยู่ที่รุ่นที่พบปัญหาบ่อยสุดนั้นกลับไม่ใช่มือถือของซัมซุงแต่อย่างใด โดย LeEco Le 2 เรือธงจากฝั่งประเทศจีนเป็นรุ่นที่พบปัญหาด้านประสิทธิภาพการทำงานบ่อยสุดด้วยสัดส่วน 13% นอกจากนี้ Xiaomi Redmi 3s รวมไปถึง Xiaomi Redmi Note 3 มือถือจากแดนมังกรก็ติดอันดับด้วยเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ผู้ใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตไม่ว่าจะเป็น iOS หรือ Android ควรหมั่นอัปเดตแอปพลิเคชันที่ติดตั้งไว้ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเป็นประจำ เพราะนอกเหนือจากจะทำให้มีฟีเจอร์ต่างๆ มากขึ้นแล้ว การอัปเดตเวอร์ชันใหม่บางครั้งยังช่วยแก้ไขบั๊กหรือข้อบกพร่องของเวอร์ชันเก่าๆ ที่กำลังประสบปัญหาอยู่ ซึ่งจะช่วยลดอาการแอปเด้งหรือค้างได้บ้าง นอกจากนี้ควรระมัดระวังในการติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่รู้จัก ซึ่งบางครั้งผู้ไม่หวังดีอาจแอบติดตั้งมัลแวร์ติดมากับแอปพลิเคชันนั้นๆ ด้วย

ที่มา : betanews , Blancco Technology Group , techmoblog.com